วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

Why complicate life ?


Why complicate life ?

Miss somebody ?
Call... 

Wanna meet ? 
Invite...
Wanna be understood ?
Explain...
Have questions ?
Ask...
Don't like It ?
Say It...
Like it ? 
State It...
Want something ?  
Ask for It...
Love someone ?
Tell them, don't wait
or else you will lose the chance.



Nobody will know whats going in your mind...
its better to express rather than to expect...
Its just one life so .. Keep it Simple !!!




วันศุกร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

หมากล้อม อ่านความคิดพินิจคน



หมากล้อม อ่านความคิดพินิจคน
ยามสัประยุทธ์ อ่านวิธีวาง หมากล้อม ก็พินิจรู้นิสัยคน


แต่ก่อน มีแม่ทัพคนหนึ่งเล่น หมากล้อม เก่งมาก ฝีมือแม่ทัพดีหาคนเล่นชนะได้ยาก และก็ภูมิใจในฝีมือตนมาก

วันหนึ่ง แม่ทัพออกรบ ผ่านหมู่บ้านแห่งหนึ่ง เห็นบ้านเล็ก ๆ หลังหนึ่ง มีป้ายติดว่า “หมากล้อม อันดับ 1 ของประเทศ”

แม่ทัพเห็นแล้วรู้สึกไม่ยอมรับในใจ จึงพักทัพ แวะเข้าไปหาเจ้าของบ้าน ขอประลองหมากล้อมด้วย

ปรากฎว่า เจ้าของบ้านแพ้ทั้ง 3 กระดาน

แม่ทัพยิ้ม เอามือลูบเครา พลางหัวเราะใส่เจ้าของบ้าน  “เหอะๆ..แกเอาป้ายลงได้แล้ว”
แล้วแม่ทัพก็ไปออกรบด้วยความกระหยิ่มในฝีมือการวาง หมากล้อม และวิสัยทัศน์ในกลยุทธของตน

หลังจากนั้นไม่นาน แม่ทัพรบชนะกลับมา ผ่านมาที่เดิม
ก็ยังเห็นป้าย อันดับ 1 แขวนอยู่ที่บ้านหลังเดิม ก็อดไม่ได้ แม่ทัพจึงเข้าไปหาเจ้าของบ้าน และท้าดวลอีก

คราวนี้แม่ทัพบอกสำทับเจ้าของบ้านว่า เล่นให้ดี ถ้าชนะจะให้รางวัล แต่ถ้าแพ้ จะปลดป้ายอวดดีที่ติดไว้หน้าบ้านทิ้ง

แต่ปรากฎว่าครั้งนี้ แม่ทัพกลับพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิงทั้ง 3 กระดาน ไม่เหลือเค้าลางความเก่งเดิมที่เคยทะนงในฝีมือ


แม่ทัพประหลาดใจมาก ถามเจ้าของบ้านว่าเพราะอะไร ? 

ไปฝึกที่ไหนเพื่อมาแก้มือหรือเปล่า ? 

รู้สึกไม่อาจยอมรับได้ว่าเจ้าของบ้านเก่งกว่า เลยอ้างว่าเพิ่งเดินทัพกลับมายังเหนื่อยล้า พรุ่งนี้จะมาเล่นด้วยใหม่


เป็นอย่างนี้ สามวัน ทุกวันแม่ทัพแพ้หมากล้อมอย่างหมดรูป 3 กระดาน ทั้งสามวัน จนไม่อาจไม่ยอมรับว่าฝีมือตนด้อยกว่า และไม่มีเหตุผลใดกล่าวอ้างอีก จึงยอมรับนับถือฝีมือเจ้าบ้านอย่างจริงใจ ยอมตบรางวัลให้ตามสัญญา แต่ก็ยังอดถามไม่ได้ว่า แล้วทำไม


เจ้าบ้านขอร้องให้แม่ทัพรับปากว่าถ้าตอบตามจริงแล้วจะไม่มีโทษ แม่ทัพให้สัตย์

เจ้าของบ้านจึงตอบตามตรงว่า

เพราะท่านเป็นแม่ทัพ และข้าเป็นผู้น้อย  
วันแรกที่เจอกัน ท่านเดินทัพไปรบ แต่กลับอดไม่ได้ต้องแวะมาลองฝีมือกับข้าพเจ้า ย่อมแสดงว่าท่านรู้สึกไม่ยอมรับนับถือผู้ใดในสิ่งที่ท่านคิดว่าท่านเก่งกว่า 

อีกทั้งเมื่อเดินหมากท่วงทีกลยุทธเดินหมากท่านดุดันวางรุกรุนแรงหมายกินพื้นที่ไม่เหลือ มุ่งหมายชนะฝ่ายเดียว 

ข้าพเจ้าจึงรู้ว่าแพ้ชนะมีผลต่อความมั่นใจของท่านในการออกรบ ครั้งก่อนนั้น ท่านกำลังมีภารกิจต้องไปออกรบ ข้าน้อยจะไปลบเหลี่ยม ทำให้ท่านหมดขวัญกำลังใจไม่ได้

แต่ครั้งนี้ ท่านชนะกลับมา และบังคับให้ข้าน้อยเล่นอีก ถ้าแพ้จะปลดป้ายของข้าน้อยออก จึงมิอาจออมมือให้แล้วขอรับ”

แม่ทัพพยักหน้ายอมรับในเหตุผล ที่เจ้าของบ้านอ่านได้กระจ่าง แต่ก็อดไม่ได้ที่จะแสดงสีหน้าไม่พึงใจออกมา แต่ก็ไม่ว่ากระไร มอบรางวัลแล้วกลับไปยังทัพของตน 

พอถึงที่พักก็คิดว่า คนที่อ่านกลหมากได้จนรู้ความคิดอ่านของตนย่อมจะเป็นภัย ใครรู้ว่าแม่ทัพแพ้หมดรูปขนาดนั้นถึงไหนอายถึงนั่น จึงสั่งลูกน้องคนสนิทให้ไปฆ่าเจ้าของบ้านเสีย 

โดยให้เหตุผลว่าถ้าข้าศึกรู้ว่ามีคนนี้อยู่อาจเอาไปใช้เป็นประโยชน์ในการศึกคราวต่อไป แต่เมื่อไปถึง เจ้าของบ้านก็เก็บของและป้ายนั้นพร้อมออกเดินทางหายไปอย่างไร้ร่องรอยเสียแล้ว











คนที่เก่งจริงในโลกนี้ คือคนชนะได้ แต่ไม่จำเป็นต้องชนะ
มีใจกว้างขวางพอที่จะให้คนอื่นได้ชนะ ได้ภูมิใจในฝีมือของตน
ได้ไปรบในสนามรบของตนอย่างมั่นใจ

การใช้ชีวิต ก็เหมือนกัน.....
รู้ ไม่จำเป็นต้องพูด ไม่พูด ใช่ว่าจะไม่รู้

หากคุณพูดในสิ่งที่คุณรู้ แต่เป็นเรื่องที่เจ้าของเรื่องไม่อยากให้รู้ หรือไม่คิดว่าคนอื่นจะรู้ คุณไม่ได้มิตร แต่ได้ศัตรู

คนทุกคนบอกว่ารับความจริงได้ ต้องการให้คุณพูดความจริง แต่พอคุณพูดแล้ว ใช่ว่าจะรับได้ทุกคน อาจจะโกรธคุณอีกต่างหาก ที่รู้ความจริงในใจ หรือความคิดของเขา

การที่เขาบอกให้คุณพูดความจริง ที่จริงแค่ต้องการจะรู้ว่าคุณรู้เท่าไหน แต่ไม่ได้หมายความว่ารับความจริงได้ เมื่อรู้ว่าคุณรู้เยอะมาก เยอะกว่าที่เขาคาดไว้ เขาย่อมโกรธคุณ เพราะ “รู้ทัน” หรือไม่ทำใจยอมรับได้ว่า ในเรื่องนั้นคุณเก่งกว่า รู้เยอะกว่าเขา

ต่อหน้าคนใจแคบ คุณต้องใจกว้าง ถ้าทำใจกว้างไม่ได้ ก็ต้องแกล้งโง่ เพราะไม่มีทางทำให้เขาพึงใจในความเก่งของคุณได้ ต่อให้เขายอมรับก็ยอมรับด้วยความรู้สึกไม่ยินยอม และมุ่งจะเอาชนะท่านให้ได้ มีแต่เสียกับเสีย

ต่อหน้าคนใจกว้าง คูณแสดงความสามารถได้ตามจริง เต็มเท่าที่คุณมี แต่ก็ยากนักที่จะเจอคนใจกว้างได้ง่ายๆ ในสังคมปัจจุบัน

คนเก่งหมากล้อมอ่านพินิจวิธีการเดินหมากล้อมก็เห็นความคิดอ่าน
คนเก่งใช้ชีวิต ก็ต้องอ่านพินิจวิธีคิดอ่านของคนที่ตนพบด้วย เพราะมีผลต่อการปฏิสัมพันธ์กันในอนาคต

วันพุธที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

ทำไมเป้าหมายจึงสำคัญนัก (your goal)


ทำไมเป้าหมายจึงสำคัญนัก 
(your goal)


แม้ในวันที่อากาศแจ่มใส ฟ้าเปิด แสงแดดจ้า
การถือแว่นขยายรับแสงอาทิตย์ที่แผดจ้านั้น ยังไม่สามารถจุดกระดาษให้ไหม้ได้

หากว่าเราเอาแต่ส่ายแว่นขยายไปมา



แต่ในทางกลับกัน หากว่าเราใช้มือถือแว่นขยายอันเดียวกันนั้นให้นิ่งๆ 
พยายาม โฟกัส (Focus) ให้เหมาะสม กระดาษก็พร้อมจะลุกไหม้ได้ง่ายๆ
นี่คือตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน ของการพุ่งกำลังทั้งหมดไปที่จุดๆ เดียวอย่างเต็มที่

มีชายคนหนึ่งขับรถไปหยุดที่ทางแยก เขามองเห็นชายชราซึ่งนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ที่ม้านั่งริมทาง

เขาจึงชะโงกหน้าถามชายชราคนนั้นว่า 
"ถนนสองสายนี้ไปไหนบ้างนะครับลุง" 
ชายชราคนนั้นเงยหน้าขึ้นมา และถามกลับไปว่า 
"แล้วพ่อหนุ่มอยากจะไปไหนกันล่ะ" 
ชายหนุ่มหัวเราะก่อนตอบว่า 
"ผมก็ยังไม่รู้ครับลุง ขับรถเที่ยวไปเรื่อยๆ น่ะครับ" 
ชายชราจึงบอกกับเขาว่า 
"เหรอ... ถ้าอย่างนั้นเธอจะไปทางไหนก็คงจะเหมือนกันนั่นแหละ มันไม่ต่างอะไรกันหรอกพ่อหนุ่ม"

เมื่อใดก็ตามที่เราเดินทางโดยไม่รู้จุดหมายที่ต้องการ ไม่มีเป้าหมาย เราย่อมเดินทางแบบสะเปะสะปะ ไม่ต่างอะไรกับการแข่งขันฟุตบอลที่นักฟุตบอลทั้ง 2 ทีม เตรียมตัวมาพร้อมเต็มที่ 


แต่จู่ๆ เกิดมีมือดีย่องมาแอบยกเสาโกล์ทั้ง 2 ด้านของสนามออกไป จะเกิดอะไรขึ้น เราจะทำคะแนนกันได้อย่างไร? 


เช่นเดียวกัน การกำหนดเป้าหมาย จะช่วยให้เรารู้ได้ว่าต้องเลือกเดินไปในทิศทางใด 

ลองถามตัวคุณเองว่า จะยอมนั่งเครื่องบิน เดินทางไปกับรถยนต์ หรือเรือโดยสารที่ไม่ระบุปลายทางหรือไม่? แน่นอนว่าตัวคุณ รวมทั้งคนส่วนใหญ่คงไม่ยอมโดยสารไปกับการเดินทางแบบนั้นแน่



แล้วทำไมคุณจึงยอมปล่อยให้ชีวิตดำเนินไปอย่างไร้จุดหมายล่ะ? 
และ...ถึงแม้ว่าคุณไม่ยอมปล่อยให้ชีวิตดำเนินไปอย่างไร้จุดหมายก็ตาม 
คุณมองเห็นจุดหมายในชีวิตของคุณแล้วหรือยัง? 
และ...คุณพึงพอใจกับจุดหมายที่ชีวิตคุณกำลังจะเดินไปถึงหรือไม่?

FOCUS
F - Follow
O - One 
C - Course 
U - Until
S - Successful




 

วันอังคารที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

คู่แข่งที่แท้จริง



คู่แข่งที่แท้จริง

ทุกปีในสหรัฐอเมริกาจะมีการประกวดแข่งขันสะกดคำ โดยจำกัดเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี งานนี้เป็นงานระดับชาติ มีเด็กมาร่วมแข่งขันถึง 10 ล้านคน และมีการถ่ายทอดสดทั่วประเทศในรอบสุดท้าย

ในปีนั้นผู้ที่ฝ่ามาถึงรอบสุดท้ายมีเพียง 13 คน ซามีร์ ปาเตล วัย 12 ขวบ ซึ่งปีที่แล้วได้อันดับ 2 เป็นตัวเต็งอันดับ 1 ส่วนอันดับ 2 คือ ราชีพ ทาริโกพูลา ซึ่งได้ที่ 4 เมื่อปีที่แล้ว ชัยชนะน่าจะเป็นของซามีร์ แต่แล้วเขาก็พลาดเมื่อเจอคำว่า eremacausis ( แปลว่าอะไร โปรดหาจากพจนานุกรมเล่มใหญ่ๆ เอาเอง) 


การตกรอบของซามีร์ทำให้ราชีพเป็นตัวเต็งอันดับ 1 ทันที 
มีนักข่าวคนหนึ่งถามราชีพว่า ... ดีใจไหมที่คู่ปรับตกรอบไป 
คำตอบของราชีพก็คือ ... "ไม่ครับ นี่เป็นการแข่งขันกับคำ ไม่ใช่กับคน ครับ" 
ไม่ทันขาดคำ เสียงตบมือก็ดังก้องห้องประชุม

คำตอบของราชีพคงทำให้ผู้ใหญ่หลายคนได้คิด 
ใช่หรือไม่ว่าเวลาเราแข่งขันเรื่องอะไรก็ตาม 
เรามักจะมองเห็นผู้ร่วมแข่งขันเป็นปรปักษ์หรือฝ่ายตรงข้าม 
ในใจจึงอยากให้เขามีอันเป็นไป เพื่อเราจะได้เป็นผู้ชนะแต่ผู้เดียว 
หารู้ไม่ว่าลึกๆ แล้วความอิจฉาและพยาบาทกำลังก่อตัวขึ้น 
ดังนั้นแข่งไปจึงทุกข์ไป แข่งเสร็จแล้วก็ยังทุกข์อีกที่เห็นคนอื่นเก่งกว่าตน    
   
แม้ว่าในที่สุดราชีพจะได้เป็นที่ 4 ( เพราะแพ้คำว่า Heiligenschein) แต่อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้ทุกข์เพราะเกลียดหรืออิจฉาคนที่เก่งกว่าเขา คงมีแต่ความมุ่งมั่นที่จะศึกษาค้นคว้าให้หนักขึ้นเพื่อพิชิตคำยากๆ ในปีหน้า ไม่ต้องสงสัยเลยว่าปีหน้าเขาต้องเก่งกว่าปีนี้แน่ มองในแง่นี้ 

แม้เขาจะ "แพ้" แต่เขาไม่ขาดทุนเลย กลับมีกำไรด้วยซ้ำ 
มุมมองของราชีพนั้นไม่ได้เป็นประโยชน์เฉพาะในยามแข่งขันเท่านั้น แต่ยังมีคุณค่าสำหรับการดำเนินชีวิตและสัมพันธ์กับผู้คนด้วย





ข้อคิดสำหรับคนทำงาน
ใช่หรือไม่ว่าในชีวิตประจำวันเมื่อเราถูกวิพากษ์วิจารณ์ใจเรามักจะพุ่งตรงไปยังคนวิพากษ์วิจารณ์ แต่ไม่ค่อยสนใจคำวิพากษ์วิจารณ์เท่าใดนัก 

ดังนั้น แม้ว่าคำวิพากษ์วิจารณ์จะถูกต้องให้แง่คิดที่ดีเพียงใดก็ตาม แต่เราไม่สนใจที่จะไตร่ตรองเสียแล้ว เพราะใจนั้นเต็มไปด้วยความเกลียดและโกรธคนที่วิพากษ์วิจารณ์เรา 

ถ้าเราหันมาใส่ใจกับคำวิพากษ์วิจารณ์กันให้มากขึ้น และสนใจให้น้อยลงกับการตอบโต้เพื่อเอาชนะคะคานคนที่วิพากษ์วิจารณ์ นอกจากเราจะทุกข์หรือโกรธเกลียดน้อยลงแล้ว เรายังมีโอกาสที่จะได้ประโยชน์จากคำวิพากษ์วิจารณ์นั้นด้วย 

โดยเฉพาะหากเป็นคำวิพากษ์วิจารณ์ที่ถูกต้องด้วยท่าทีเช่นนี้ เราจะได้กำไรสถานเดียว เวลาทำงานก็เช่นกัน ถ้าเรามองว่านี้เป็นการต่อสู้ปลุกปล้ำกับงาน เราจะไม่เดือดร้อนที่คนอื่นทำได้ดีกว่าเรา ใครจะดีจะเก่งก็เป็นเรื่องของเขา เพราะในใจนั้นนึกอยู่เสมอว่า "ฉันกำลังแข่งขันกับงาน ไม่ใช่แข่งขันกับคนอื่น" 

นอกจากจะไม่อิจฉาเขาแล้ว ยังพยายามเรียนรู้จากเขาว่ามีวิธีการอย่างไร เพื่อเอาไปใช้ในการพิชิตงานที่กำลังทำอยู่ หรือทำให้งานนั้นดีขึ้น

ถึงที่สุดแล้ว แม้แต่คนที่คิดร้ายต่อเรา เขาก็ไม่ได้เป็นศัตรูของเรา ความโกรธความเกลียดหรือความเห็นแก่ตัวในใจเขาต่างหากที่เป็นศัตรูของเรา 

สิ่งที่เราควรจัดการคือความชั่วร้ายในใจของเขา มิใช่จัดการตัวเขา ด้วยวิธีนี้เท่านั้นที่เราจะปลอดภัยและมีชีวิตที่สงบสุขอย่างแท้จริง 

เพราะการขจัดศัตรูที่ดีที่สุดคือ เปลี่ยนเขามาเป็นมิตร
แล้วอะไรล่ะที่จะเปลี่ยนศัตรูมาเป็นมิตรได้ หากมิใช่การใช้ความดีเอาชนะใจเขา


The National Spelling Bee
Struggling towards Ursprache
A peculiarly North American entertainment
Jun 8th 2006 | WASHINGTON, DC | from the print edition
IN BASEBALL, you get three strikes. But at a spelling bee, one misplaced letter means you are O-U-T. That makes for a gripping contest, which is why two movies—“Spellbound” and “Akeelah and the Bee”—have been made about this all-American institution. And last week, for the first time in its 81-year history, the final rounds of the Scripps National Spelling Bee were broadcast live on prime-time network television.

The struggle began with 10m spellers, all under the age of 16. Regional bees, mostly sponsored by local newspapers, whittled the number down to 275. This battle-hardened group came to a posh hotel in Washington, DC, for the final. By the time ABC started broadcasting, only 13 Uber-spellers remained. The pressure was excruciating, and not just for the parents.

At a press conference before the broadcast, the children sat on the stage and discussed nerves, training regimens and the shock of seeing the favourite ejected in round seven. Samir Patel, a 12-year-old home-schooler from Texas (under “school”, his biography lists the “Patel Achievement Academy”), came second last year. But this year he stumbled on “eremacausis”. As probably none of the adults in the audience knew, this means: “gradual oxidation from exposure to air and moisture, as in the decay of old trees or of dead animals.” Any word in Webster's “Third New International Dictionary” may come up, which explains why, as the contest goes on, the testing terms tend to get more foreign.

With Samir eliminated, the new favourite was Rajiv Tarigopula, a son of two doctors who came fourth last year. (Asian-Americans tend to do particularly well in the Bee; in 2005, they took the top four places.) Was Rajiv happy to see his rival eliminated, asked a callous journalist? “No,” said Rajiv, “it's a competition against the words, not the people.” This noble sentiment won him a round of applause.

Striding up to the microphone and coolly rattling off words that would baffle a polymath, Rajiv looked like a winner. But he tripped on Heiligenschein and came fourth again. The final duel was between two girls. Finola Mei Hwa Hackett, a Canadian, was perhaps lucky to be given so many French words, but her nerve failed her on Weltschmerz, which she began with a “v”.

Thirteen-year-old Kerry Close of New Jersey then had to spell kundalini and Ursprache to win. When the pronouncer pronounced the last word, the look on Kerry's face told 8.5m viewers that this was one she had revised. She nailed it. The crowd, especially her mother, were ecstatic.

It was a great show. Which makes one wonder, as with so many North American sports: why do only North Americans play it?
Fwd.



Your Words Have Power, Use Them Wisely.
คำพูดของมีคุณพลัง จงใช้อย่างชาญฉลาด







วันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

วางลง ก็เป็นสุข !!

วางลง ก็เป็นสุข !!

ชายหนุ่มคนหนึ่งรู้สึกว่าชีวิตของตนน่าเบื่อหน่ายจึงขอพบพระอาจารย์เซ็นอู้จี้เพื่อขอคำชี้แนะ ว่าทำอย่างไรตนจึงจะมีความสุข พระอาจารย์ไม่กล่าวว่าอะไร ได้แต่หยิบตะกร้าไผ่ใบหนึ่งนำชายหนุ่มมายังริมแม่น้ำเล็ก ๆ ลมเย็นโบกพัด พวกเขาเดินเลาะริมฝั่ง แล้วอยู่ ๆ พระอาจารย์อู๋จี้ก็บอกกับชายหนุ่มว่า

" เจ้าเห็นก้อนหินที่อยู่ตามทางนั่นไหม นับจากนี้เมื่อเจ้าเดินก้าวหนึ่ง ก็จงหยิบขึ้นมาก้อนหนึ่ง แล้วใส่ไว้ในตะกร้าไผ่ข้างหลัง ตกลงไหม "

ถึงแม้ชายหนุ่มจะไม่เข้าใจเจตนาของพระอาจารย์ แต่เมื่อเห็นก้อนหินรูปทรงประหลาดมากมายริมแม่น้ำ ก็พยักหน้าด้วยความยินดี พลางเดินหยิบก้อนหินไปพลาง

ไม่นานนัก เขาก็รู้สึกเหนื่อยล้า ตะกร้าไผ่ที่สะพายอยู่ด้านหลังก็หนักอึ้งเกินกว่าจะทำให้จิตใจเบิกบาน

ในที่สุดเขาก็เดินไปจนสุดทาง พระอาจารย์ถามเขาว่า " รู้สึกอย่างไรบ้าง " 

เขาส่ายหน้าอย่างจนใจ " ตะกร้าหนักขึ้นเรื่อย ๆ แทบจะแบกไม่ไหวแล้ว ! "

พระอาจารย์กล่าวยิ้ม ๆ ว่า " รู้ไหม เหตุใดจึงไม่เป็นสุข เพราะเจ้าแบกสิ่งของเอาไว้มากเกินไป "

จากนั้นพระอาจารย์ก็หยิบก้อนหินในตะกร้าออกมาทีละก้อน พลางพูดว่า.. " ก้อนนี้คืออำนาจ ก้อนนี้คือเงินทอง ก้อนนี่คือหญิงงาม ก้อนนี้คือความกลัดกลุ้ม นี่คือความเหงา..."

เมื่อก้อนหินเหล่านั้นถูกโยนทิ้งไป ชายหนุ่มสะพายตะกร้าไผ่ขึ้นมาอีกครั้ง ความรู้สึกเบาโล่ง ทำให้เขาได้สติขึ้นในฉับพลัน แค่วางลง ก็เป็นสุขแล้ว !

ขอเพียงแค่ยอมวางลง ความสุขก็จะล้นปรี่อยู่ทุกวัน เราจงฝึกฝนการวางลงด้วยกันเถิด

ปล่อยวางตำแหน่งหัวโขนที่ทำให้กลัดกลุ้ม

ปล่อยวางการแพ้ชนะที่ชวนให้อ่อนล้า

ปล่อยวางความสูญเสียครั้งหนึ่งที่ทำให้หัวใจปวดร้าว

ปล่อยวางความสัมพันธ์ที่นำพาแต่ความทุกข์

ปล่อยวางความเจ็บปวดที่ ค้างคาใจ

ปล่อยวางความทุกข์ เศร้า เหงา ตรม..

ทำชีวิตให้กลับมาเรียบง่าย กลับมาสดใสอีกครั้ง

วางลง ก็เป็นสุข 💖
วางลง ก็คือความสุข !😇


ที่มา : หนังสือ วางลง ก็เป็นสุข 
โดย: สุนทร กองทรัพย์




วันเสาร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

กับดักหนู





กับดักหนู



หนูตัวหนึ่งแอบมองลอดรอยแตกของกำแพง เพื่อดูว่าชาวนากับภรรยาแกะห่ออะไร "จะเป็นอะไรหนอ" เจ้าหนูสงสัย มันแทบล้มทั้งยืน เมื่อรู้ว่าสิ่งนั้นคือ "กับดักหนู" 
มันจึงวิ่งหัวซุกหัวซุนไปที่ทุ่งนา แล้วส่งเสียงร้องเตือน "มีกับดักหนูอยู่ในบ้าน!"
 
แม่ไก่ร้องกุ๊กๆ และคุ้ยเขี่ยไปมา มันผงกหัวขึ้นแล้วพูดว่า "คุณหนูนี่คงเป็นเรื่องเศร้าสำหรับเธอ แต่มันไม่มีผลอะไรกับฉันหรอกนะ อย่ากวนใจกันเลย"
 
ดังนั้นเจ้าหนูจึงวิ่งไปหาหมูและบอกมันว่า "มีกับดักหนูอยู่ในบ้าน!" เจ้าหมูเห็นอกเห็นใจ แต่ก็พูดว่า "ฉันขอโทษนะคุณหนู แต่ฉันคงทำได้แค่สวดมนต์เท่านั้น ไม่ต้องห่วงฉันจะสวดมนต์ให้เธอด้วย"
 
เจ้าหนูวิ่งไปหาวัวต่อ และพูดว่า "มีกับดักหนูอยู่ในบ้าน!" "มีกับดักหนูอยู่ในบ้าน!" วัวตอบว่า "โธ่! คุณหนู ฉันเสียใจด้วยนะ แต่มันก็ไม่เห็นเกี่ยวอะไรกับฉันนี่"
 
ดังนั้นเจ้าหนูจึงกลับเข้าบ้าน นอนลงและเศร้าใจเหลือเกินที่จะต้องเผชิญหน้ากับ "กับดักหนู" เพียงลำพังกลางดึกคืนนั้น เสียงๆหนึ่งดังก้องไปทั้งบ้าน ฟังเหมือนเสียงกับดักหนูได้จับเหยื่อของมันแล้ว 
 
ภรรยาของชาวนารีบรุดไปดูว่าอะไรที่ถูกจับ ในความมืดนั้น เธอไม่เห็นว่ามีงูพิษถูกกับดักนั้นหนีบเอาไว้อยู่ งูจึงกัดภรรยาของชาวนา ชาวนาจึงรีบพาเธอไปส่งโรงพยาบาล ตอนกลับบ้านเธอยังมีไข้สูง 

 
และใครๆก็รู้ว่าเราต้องพยาบาลคนป่วยด้วยซุปไก่ ดังนั้น ชาวนาจึงหยิบขวานเดินไปที่ทุ่งเพื่อหาวัตถุดิบหลักของซุป แต่อาการป่วยของภรรยาก็ยังไม่ดีขึ้น เพื่อนฝูงและเพื่อนบ้านต่างมาเยี่ยมดูใจ และเพื่อเลี้ยงอาหารพวกเขา ชาวนาจึงฆ่าหมู ผ่านไปหลายวัน ภรรยาของชาวนาก็ยังไม่หาย ในที่สุดเธอก็ตาย
 
ผู้คนมากมายต่างมางานศพของเธอ ชาวนาจึงต้องฆ่าวัวเพื่อให้ได้เนื้อที่มากพอในการเลี้ยงแขก เจ้าหนูยังคงมองลอดรอยแตกของกำแพง ด้วยความเสียใจสุดแสน

คราวหน้าหากคุณรู้ว่าใครสักคนกำลังเผชิญปัญหา และคิดว่าไม่เกี่ยวกับคุณสักหน่อย จำไว้นะว่า เมื่อพวกเราคนใดคนหนึ่งถูกคุกคาม เราทุกคนต่างตกอยู่ในอันตราย! 

เพราะทุกคนล้วนเกี่ยวพันกันอยู่ในการเดินทางที่เรียกว่า "ชีวิต" เราต้องคอยเฝ้าดูกันและกัน และพยายามให้กำลังใจอีกคนเข้าไว้

จำไว้เถอะ เราแต่ละคนก็คือด้ายเส้นสำคัญบนผืนพรมของผู้อื่น นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ชีวิตของเราถูกถักทอเข้าไว้ด้วยกันไงล่ะ



 

วันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

Bring me solution, not problem!

 Bring me solution, not problem!

เมื่อวันก่อนผมไปหาลูกค้าท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงขององค์กรยักษ์ใหญ่ในประเทศไทย พอไปถึง ท่านติดประชุมอยู่ เลขามาเชิญให้ไปนั่งรอที่โต๊ะรับแขกหน้าห้องของผู้บริหารท่านนั้น

ระหว่างนั่งรอ กำลังคิดอะไรเพลินๆ ก็เหลือบไปเห็นป้ายขนาดเขื่อง มีข้อความเป็นภาษาอังกฤษขนาดใหญ่พออ่านได้จากระยะไกล ๆ ว่า “IF YOU HAVE NO SOLUTION, YOU ARE NOT WELCOME” (แปลเป็นไทยว่า ถ้าคุณไม่มีคำตอบที่นี่ไม่ต้อนรับ)

พอได้พบและพูดคุยกับผู้บริหารท่านนั้นเกี่ยวกับธุระที่ตั้งใจจะมาคุยเสร็จแล้ว จึงเอ่ยปากถามท่านเกี่ยวกับป้ายที่อยู่หน้าห้อง ถึงความหมายและสาเหตุที่ต้องขึ้นป้ายแบบนั้น

ท่านเล่าให้ฟังว่า คนในองค์กรมี 2 ประเภท ประเภทแรกมีเยอะแต่องค์กรต้องการน้อย ส่วนอีกประเภทหนึ่งมีน้อยแต่องค์กรต้องการเยอะ

ประเภทแรกคือ คนที่ (ท่านพูดเป็นภาษาอังกฤษ ว่า...) Always see problem in every solution แล้วก็อธิบายต่อว่า คนพวกนี้เห็นปัญหาในทุก ๆ ทางออกที่มี ไม่ว่าใครคิดอะไรได้ เสนออะไรมา คนกลุ่มนี้มีความสามารถพิเศษคือ บอกได้ว่าข้อเสนอนั้นไม่ดีตรงไหน ไม่เวิร์คอย่างไร แต่พอถามว่า แล้วมีข้อเสนออะไรที่ดีกว่า กลับตอบว่า “ไม่มี ”

ส่วนประเภทที่สองคือ คนที่ Always see solution in every problem เป็นพวกที่ไม่ว่ามีปัญหาอะไรเกิด ก็มักมีทางออกหรือทางแก้เสมอ ส่วนจะดีหรือไม่ ใช้ได้หรือเปล่า เป็นอีกเรื่อง เป็นพวกที่พยายามคิดหาทางออกในทุก ๆ ปัญหาที่มี

ท่านบอกว่า สมัยก่อนตอนที่ยังไม่ได้ติดป้าย ลูกน้องที่เข้ามาหา มักมีแต่ “ปัญหา ” มาให้ขบคิดเสมอ พอถามหาทางออกหรือแนวทางแก้ในการปัญหาคืออะไร กลับตอบว่า “ไม่มี ” ตอนนี้ต้องการเปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงานใหม่ อยากให้ทุกคนเข้ามาในห้องแบบ “พกคำตอบมาด้วย ” ไม่ใช่มีแต่ปัญหาและคำถาม ส่วนคำตอบที่คิดมา จะถูกหรือผิด จะดีหรือไม่ ไม่เป็นไรค่อยๆ คุยกันไป แต่ไม่ใช่มาแบบ “แบะ แบะ ” ... คือเป็นใบ้ ถามอะไรไม่รู้สักอย่าง พูดเป็นอย่างเดียวคือ “เรามีปัญหา ”

ผมถามว่าหลังจากติดป้ายแล้ว ได้ผลไหม ท่านตอบว่า ได้ผลทันที คือ ลูกน้องไม่เข้ามาหาเลย ... 555

“แล้วท่านทำยังไง ” ผมถาม

“ผมก็เรียกให้เข้ามาพบซิ ” แล้วท่านก็อธิบายต่อว่า ใหม่ๆ คนก็กลัว ไม่ชอบ เอาไปด่าทั่วไป “แต่ผมไม่แคร์ ” ท่านบอก

ท่านสอนว่า หัวหน้ามีหน้าที่ 2 อย่าง หนึ่ง ช่วยลูกน้องคิด สอง ชวนลูกน้องคิด

ช่วยคิด คือให้คำตอบ เหมาะสำหรับกรณีโจทย์ยากๆ เกินความสามารถลูกน้อง หรือมีความเสี่ยงสูง มีโอกาสผิดพลาดได้ง่ายและผลกระทบหรือความเสียหายรุนแรง แบบนี้เราอาจต้องช่วยลูกน้องคิดและตัดสินใจ

ส่วนชวนคิด คือ การตั้งคำถามโดยไม่ให้คำตอบ อยากฝึกให้คิดหาคำตอบด้วยตนเอง เหมาะสำหรับกรณีที่เรื่องนั้นพอมีเวลาเป็นปัญหาที่ไม่มีคำตอบถูกผิดร้อยเปอร์เซ็นต์ จำเป็นต้องใช้วิจารณญาณในการคิดและตัดสินใจ

หัวหน้าต้องเข้าใจว่ากรณีไหนควรช่วยคิด และกรณีไหนควรชวนคิด ใหม่ๆ ลูกน้องอาจไม่คุ้นชินกับการถูกตั้งคำถาม แทนที่จะได้คำตอบเมื่อมีปัญหามาปรึกษา แต่เมื่อผ่านไปสักระยะ ก็พอปรับตัวได้เหมือนอย่างผู้บริหารท่านนี้เล่าให้ผมฟังต่อว่า “เดี๋ยวนี้ เริ่มคุ้นชิน เข้ามาทุกครั้ง ต้องคิดหาคำตอบอะไรล่วงหน้าสักอย่าง ถูกผิดไม่เป็นไร ไม่ว่ากัน ขอให้คิดเป็นสำคัญ ”

ผมว่าแปลกดี แต่เป็นวิธีที่ได้ผล! เลยเอามาเล่าให้ฟัง เป็นอาหารสมองให้คิดต่อยอดต่อไป

อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา
ผู้ก่อตั้ง บริษัท สลิงชอท กรุ๊ป

ที่มา : หนังสือพิ่มพ์ กรุงเทพธุรกิจ
คอลัมน์ Bring me solution, not problem!
ฉบับวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2563




Why complicate life ?

Why complicate life ? Miss somebody ? Call...  Wanna meet ?   Invite... Wanna be understood ? Explain... Have que...

ค้นหาบล็อกนี้