แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นิทาน...เรื่องเล่า แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นิทาน...เรื่องเล่า แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

หมากล้อม อ่านความคิดพินิจคน



หมากล้อม อ่านความคิดพินิจคน
ยามสัประยุทธ์ อ่านวิธีวาง หมากล้อม ก็พินิจรู้นิสัยคน


แต่ก่อน มีแม่ทัพคนหนึ่งเล่น หมากล้อม เก่งมาก ฝีมือแม่ทัพดีหาคนเล่นชนะได้ยาก และก็ภูมิใจในฝีมือตนมาก

วันหนึ่ง แม่ทัพออกรบ ผ่านหมู่บ้านแห่งหนึ่ง เห็นบ้านเล็ก ๆ หลังหนึ่ง มีป้ายติดว่า “หมากล้อม อันดับ 1 ของประเทศ”

แม่ทัพเห็นแล้วรู้สึกไม่ยอมรับในใจ จึงพักทัพ แวะเข้าไปหาเจ้าของบ้าน ขอประลองหมากล้อมด้วย

ปรากฎว่า เจ้าของบ้านแพ้ทั้ง 3 กระดาน

แม่ทัพยิ้ม เอามือลูบเครา พลางหัวเราะใส่เจ้าของบ้าน  “เหอะๆ..แกเอาป้ายลงได้แล้ว”
แล้วแม่ทัพก็ไปออกรบด้วยความกระหยิ่มในฝีมือการวาง หมากล้อม และวิสัยทัศน์ในกลยุทธของตน

หลังจากนั้นไม่นาน แม่ทัพรบชนะกลับมา ผ่านมาที่เดิม
ก็ยังเห็นป้าย อันดับ 1 แขวนอยู่ที่บ้านหลังเดิม ก็อดไม่ได้ แม่ทัพจึงเข้าไปหาเจ้าของบ้าน และท้าดวลอีก

คราวนี้แม่ทัพบอกสำทับเจ้าของบ้านว่า เล่นให้ดี ถ้าชนะจะให้รางวัล แต่ถ้าแพ้ จะปลดป้ายอวดดีที่ติดไว้หน้าบ้านทิ้ง

แต่ปรากฎว่าครั้งนี้ แม่ทัพกลับพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิงทั้ง 3 กระดาน ไม่เหลือเค้าลางความเก่งเดิมที่เคยทะนงในฝีมือ


แม่ทัพประหลาดใจมาก ถามเจ้าของบ้านว่าเพราะอะไร ? 

ไปฝึกที่ไหนเพื่อมาแก้มือหรือเปล่า ? 

รู้สึกไม่อาจยอมรับได้ว่าเจ้าของบ้านเก่งกว่า เลยอ้างว่าเพิ่งเดินทัพกลับมายังเหนื่อยล้า พรุ่งนี้จะมาเล่นด้วยใหม่


เป็นอย่างนี้ สามวัน ทุกวันแม่ทัพแพ้หมากล้อมอย่างหมดรูป 3 กระดาน ทั้งสามวัน จนไม่อาจไม่ยอมรับว่าฝีมือตนด้อยกว่า และไม่มีเหตุผลใดกล่าวอ้างอีก จึงยอมรับนับถือฝีมือเจ้าบ้านอย่างจริงใจ ยอมตบรางวัลให้ตามสัญญา แต่ก็ยังอดถามไม่ได้ว่า แล้วทำไม


เจ้าบ้านขอร้องให้แม่ทัพรับปากว่าถ้าตอบตามจริงแล้วจะไม่มีโทษ แม่ทัพให้สัตย์

เจ้าของบ้านจึงตอบตามตรงว่า

เพราะท่านเป็นแม่ทัพ และข้าเป็นผู้น้อย  
วันแรกที่เจอกัน ท่านเดินทัพไปรบ แต่กลับอดไม่ได้ต้องแวะมาลองฝีมือกับข้าพเจ้า ย่อมแสดงว่าท่านรู้สึกไม่ยอมรับนับถือผู้ใดในสิ่งที่ท่านคิดว่าท่านเก่งกว่า 

อีกทั้งเมื่อเดินหมากท่วงทีกลยุทธเดินหมากท่านดุดันวางรุกรุนแรงหมายกินพื้นที่ไม่เหลือ มุ่งหมายชนะฝ่ายเดียว 

ข้าพเจ้าจึงรู้ว่าแพ้ชนะมีผลต่อความมั่นใจของท่านในการออกรบ ครั้งก่อนนั้น ท่านกำลังมีภารกิจต้องไปออกรบ ข้าน้อยจะไปลบเหลี่ยม ทำให้ท่านหมดขวัญกำลังใจไม่ได้

แต่ครั้งนี้ ท่านชนะกลับมา และบังคับให้ข้าน้อยเล่นอีก ถ้าแพ้จะปลดป้ายของข้าน้อยออก จึงมิอาจออมมือให้แล้วขอรับ”

แม่ทัพพยักหน้ายอมรับในเหตุผล ที่เจ้าของบ้านอ่านได้กระจ่าง แต่ก็อดไม่ได้ที่จะแสดงสีหน้าไม่พึงใจออกมา แต่ก็ไม่ว่ากระไร มอบรางวัลแล้วกลับไปยังทัพของตน 

พอถึงที่พักก็คิดว่า คนที่อ่านกลหมากได้จนรู้ความคิดอ่านของตนย่อมจะเป็นภัย ใครรู้ว่าแม่ทัพแพ้หมดรูปขนาดนั้นถึงไหนอายถึงนั่น จึงสั่งลูกน้องคนสนิทให้ไปฆ่าเจ้าของบ้านเสีย 

โดยให้เหตุผลว่าถ้าข้าศึกรู้ว่ามีคนนี้อยู่อาจเอาไปใช้เป็นประโยชน์ในการศึกคราวต่อไป แต่เมื่อไปถึง เจ้าของบ้านก็เก็บของและป้ายนั้นพร้อมออกเดินทางหายไปอย่างไร้ร่องรอยเสียแล้ว











คนที่เก่งจริงในโลกนี้ คือคนชนะได้ แต่ไม่จำเป็นต้องชนะ
มีใจกว้างขวางพอที่จะให้คนอื่นได้ชนะ ได้ภูมิใจในฝีมือของตน
ได้ไปรบในสนามรบของตนอย่างมั่นใจ

การใช้ชีวิต ก็เหมือนกัน.....
รู้ ไม่จำเป็นต้องพูด ไม่พูด ใช่ว่าจะไม่รู้

หากคุณพูดในสิ่งที่คุณรู้ แต่เป็นเรื่องที่เจ้าของเรื่องไม่อยากให้รู้ หรือไม่คิดว่าคนอื่นจะรู้ คุณไม่ได้มิตร แต่ได้ศัตรู

คนทุกคนบอกว่ารับความจริงได้ ต้องการให้คุณพูดความจริง แต่พอคุณพูดแล้ว ใช่ว่าจะรับได้ทุกคน อาจจะโกรธคุณอีกต่างหาก ที่รู้ความจริงในใจ หรือความคิดของเขา

การที่เขาบอกให้คุณพูดความจริง ที่จริงแค่ต้องการจะรู้ว่าคุณรู้เท่าไหน แต่ไม่ได้หมายความว่ารับความจริงได้ เมื่อรู้ว่าคุณรู้เยอะมาก เยอะกว่าที่เขาคาดไว้ เขาย่อมโกรธคุณ เพราะ “รู้ทัน” หรือไม่ทำใจยอมรับได้ว่า ในเรื่องนั้นคุณเก่งกว่า รู้เยอะกว่าเขา

ต่อหน้าคนใจแคบ คุณต้องใจกว้าง ถ้าทำใจกว้างไม่ได้ ก็ต้องแกล้งโง่ เพราะไม่มีทางทำให้เขาพึงใจในความเก่งของคุณได้ ต่อให้เขายอมรับก็ยอมรับด้วยความรู้สึกไม่ยินยอม และมุ่งจะเอาชนะท่านให้ได้ มีแต่เสียกับเสีย

ต่อหน้าคนใจกว้าง คูณแสดงความสามารถได้ตามจริง เต็มเท่าที่คุณมี แต่ก็ยากนักที่จะเจอคนใจกว้างได้ง่ายๆ ในสังคมปัจจุบัน

คนเก่งหมากล้อมอ่านพินิจวิธีการเดินหมากล้อมก็เห็นความคิดอ่าน
คนเก่งใช้ชีวิต ก็ต้องอ่านพินิจวิธีคิดอ่านของคนที่ตนพบด้วย เพราะมีผลต่อการปฏิสัมพันธ์กันในอนาคต

วันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

วางลง ก็เป็นสุข !!

วางลง ก็เป็นสุข !!

ชายหนุ่มคนหนึ่งรู้สึกว่าชีวิตของตนน่าเบื่อหน่ายจึงขอพบพระอาจารย์เซ็นอู้จี้เพื่อขอคำชี้แนะ ว่าทำอย่างไรตนจึงจะมีความสุข พระอาจารย์ไม่กล่าวว่าอะไร ได้แต่หยิบตะกร้าไผ่ใบหนึ่งนำชายหนุ่มมายังริมแม่น้ำเล็ก ๆ ลมเย็นโบกพัด พวกเขาเดินเลาะริมฝั่ง แล้วอยู่ ๆ พระอาจารย์อู๋จี้ก็บอกกับชายหนุ่มว่า

" เจ้าเห็นก้อนหินที่อยู่ตามทางนั่นไหม นับจากนี้เมื่อเจ้าเดินก้าวหนึ่ง ก็จงหยิบขึ้นมาก้อนหนึ่ง แล้วใส่ไว้ในตะกร้าไผ่ข้างหลัง ตกลงไหม "

ถึงแม้ชายหนุ่มจะไม่เข้าใจเจตนาของพระอาจารย์ แต่เมื่อเห็นก้อนหินรูปทรงประหลาดมากมายริมแม่น้ำ ก็พยักหน้าด้วยความยินดี พลางเดินหยิบก้อนหินไปพลาง

ไม่นานนัก เขาก็รู้สึกเหนื่อยล้า ตะกร้าไผ่ที่สะพายอยู่ด้านหลังก็หนักอึ้งเกินกว่าจะทำให้จิตใจเบิกบาน

ในที่สุดเขาก็เดินไปจนสุดทาง พระอาจารย์ถามเขาว่า " รู้สึกอย่างไรบ้าง " 

เขาส่ายหน้าอย่างจนใจ " ตะกร้าหนักขึ้นเรื่อย ๆ แทบจะแบกไม่ไหวแล้ว ! "

พระอาจารย์กล่าวยิ้ม ๆ ว่า " รู้ไหม เหตุใดจึงไม่เป็นสุข เพราะเจ้าแบกสิ่งของเอาไว้มากเกินไป "

จากนั้นพระอาจารย์ก็หยิบก้อนหินในตะกร้าออกมาทีละก้อน พลางพูดว่า.. " ก้อนนี้คืออำนาจ ก้อนนี้คือเงินทอง ก้อนนี่คือหญิงงาม ก้อนนี้คือความกลัดกลุ้ม นี่คือความเหงา..."

เมื่อก้อนหินเหล่านั้นถูกโยนทิ้งไป ชายหนุ่มสะพายตะกร้าไผ่ขึ้นมาอีกครั้ง ความรู้สึกเบาโล่ง ทำให้เขาได้สติขึ้นในฉับพลัน แค่วางลง ก็เป็นสุขแล้ว !

ขอเพียงแค่ยอมวางลง ความสุขก็จะล้นปรี่อยู่ทุกวัน เราจงฝึกฝนการวางลงด้วยกันเถิด

ปล่อยวางตำแหน่งหัวโขนที่ทำให้กลัดกลุ้ม

ปล่อยวางการแพ้ชนะที่ชวนให้อ่อนล้า

ปล่อยวางความสูญเสียครั้งหนึ่งที่ทำให้หัวใจปวดร้าว

ปล่อยวางความสัมพันธ์ที่นำพาแต่ความทุกข์

ปล่อยวางความเจ็บปวดที่ ค้างคาใจ

ปล่อยวางความทุกข์ เศร้า เหงา ตรม..

ทำชีวิตให้กลับมาเรียบง่าย กลับมาสดใสอีกครั้ง

วางลง ก็เป็นสุข 💖
วางลง ก็คือความสุข !😇


ที่มา : หนังสือ วางลง ก็เป็นสุข 
โดย: สุนทร กองทรัพย์




วันเสาร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

กับดักหนู





กับดักหนู



หนูตัวหนึ่งแอบมองลอดรอยแตกของกำแพง เพื่อดูว่าชาวนากับภรรยาแกะห่ออะไร "จะเป็นอะไรหนอ" เจ้าหนูสงสัย มันแทบล้มทั้งยืน เมื่อรู้ว่าสิ่งนั้นคือ "กับดักหนู" 
มันจึงวิ่งหัวซุกหัวซุนไปที่ทุ่งนา แล้วส่งเสียงร้องเตือน "มีกับดักหนูอยู่ในบ้าน!"
 
แม่ไก่ร้องกุ๊กๆ และคุ้ยเขี่ยไปมา มันผงกหัวขึ้นแล้วพูดว่า "คุณหนูนี่คงเป็นเรื่องเศร้าสำหรับเธอ แต่มันไม่มีผลอะไรกับฉันหรอกนะ อย่ากวนใจกันเลย"
 
ดังนั้นเจ้าหนูจึงวิ่งไปหาหมูและบอกมันว่า "มีกับดักหนูอยู่ในบ้าน!" เจ้าหมูเห็นอกเห็นใจ แต่ก็พูดว่า "ฉันขอโทษนะคุณหนู แต่ฉันคงทำได้แค่สวดมนต์เท่านั้น ไม่ต้องห่วงฉันจะสวดมนต์ให้เธอด้วย"
 
เจ้าหนูวิ่งไปหาวัวต่อ และพูดว่า "มีกับดักหนูอยู่ในบ้าน!" "มีกับดักหนูอยู่ในบ้าน!" วัวตอบว่า "โธ่! คุณหนู ฉันเสียใจด้วยนะ แต่มันก็ไม่เห็นเกี่ยวอะไรกับฉันนี่"
 
ดังนั้นเจ้าหนูจึงกลับเข้าบ้าน นอนลงและเศร้าใจเหลือเกินที่จะต้องเผชิญหน้ากับ "กับดักหนู" เพียงลำพังกลางดึกคืนนั้น เสียงๆหนึ่งดังก้องไปทั้งบ้าน ฟังเหมือนเสียงกับดักหนูได้จับเหยื่อของมันแล้ว 
 
ภรรยาของชาวนารีบรุดไปดูว่าอะไรที่ถูกจับ ในความมืดนั้น เธอไม่เห็นว่ามีงูพิษถูกกับดักนั้นหนีบเอาไว้อยู่ งูจึงกัดภรรยาของชาวนา ชาวนาจึงรีบพาเธอไปส่งโรงพยาบาล ตอนกลับบ้านเธอยังมีไข้สูง 

 
และใครๆก็รู้ว่าเราต้องพยาบาลคนป่วยด้วยซุปไก่ ดังนั้น ชาวนาจึงหยิบขวานเดินไปที่ทุ่งเพื่อหาวัตถุดิบหลักของซุป แต่อาการป่วยของภรรยาก็ยังไม่ดีขึ้น เพื่อนฝูงและเพื่อนบ้านต่างมาเยี่ยมดูใจ และเพื่อเลี้ยงอาหารพวกเขา ชาวนาจึงฆ่าหมู ผ่านไปหลายวัน ภรรยาของชาวนาก็ยังไม่หาย ในที่สุดเธอก็ตาย
 
ผู้คนมากมายต่างมางานศพของเธอ ชาวนาจึงต้องฆ่าวัวเพื่อให้ได้เนื้อที่มากพอในการเลี้ยงแขก เจ้าหนูยังคงมองลอดรอยแตกของกำแพง ด้วยความเสียใจสุดแสน

คราวหน้าหากคุณรู้ว่าใครสักคนกำลังเผชิญปัญหา และคิดว่าไม่เกี่ยวกับคุณสักหน่อย จำไว้นะว่า เมื่อพวกเราคนใดคนหนึ่งถูกคุกคาม เราทุกคนต่างตกอยู่ในอันตราย! 

เพราะทุกคนล้วนเกี่ยวพันกันอยู่ในการเดินทางที่เรียกว่า "ชีวิต" เราต้องคอยเฝ้าดูกันและกัน และพยายามให้กำลังใจอีกคนเข้าไว้

จำไว้เถอะ เราแต่ละคนก็คือด้ายเส้นสำคัญบนผืนพรมของผู้อื่น นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ชีวิตของเราถูกถักทอเข้าไว้ด้วยกันไงล่ะ



 

วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

ความแตก





ความแตก

หญิงสาวคนหนึ่งเปิดประตูเข้ามาใน ร้านเล่า
แววตาของเธอมีความเศร้าและความทุกข์ เธอสั่งเครื่องดื่มดับทุกข์ที่ออกฤทธิ์ให้สมองมึนงงชั่วขณะ
“เฮีย” เธอเรียกเจ้าของร้านเครายาว​ด้วยสรรพนามนั้น “ขอแรงๆ”
เฮียเจ้าของร้านมองหน้าเธอแล้วเอ่ยปากถามว่า “คุณมีความทุกข์อะไรอยู่ในใจหรือ”

เธอมองหน้าเจ้าของร้านก่อนที่จะควักบุหรี่ขึ้นมาสูบ และพ่นควันออกมาแทนคำตอบ
เจ้าของร้านยื่นแก้วสุราให้กับเธอ 
ทว่าเป็นแก้วเปล่า!

“เหล้าล่ะ” เธอถามฉุนเฉียว
“อยากเล่าเหรอ ถ้าอยากเล่าก็เล่ามาสิ” เจ้าของร้านยียวน
“โธ่เว้ย! ก็แค่คนเลิกกับแฟนจะสนใจอะไรนักหนา” หญิงสาว
สะบัดหน้ารำพึง แล้วน้ำตาก็ค่อยๆ ไหลออกมา “หนูพยายามแล้ว”
แล้วเธอก็เริ่มเล่าเรื่อง “พยายามทุกวิถีทางที่จะประคับประคองให้ทุกอย่างราบรื่น​ แต่เขาไม่เคยเปลี่ยนเลย” น้ำตาเธอไหลบ่าออกมา ตามมาด้วยคำพูดที่ไหลทะลัก

เจ้าของร้านยืนฟังเธออยู่ใน​เคาน์เตอร์บาร์ จับใจความได้ว่า เธอกับแฟนคบกันมานาน แต่พอแฟนหนุ่มเดินทางไปเรีย​นต่อต่างประเทศก็ไม่ค่อยได้​ติดต่อกัน

จากที่เคยแชทเคยคุยกันผ่านก​ล้องก็ค่อยๆ น้อยลงเรื่อยๆ เธอพยายามรักษาความสัมพันธ์​ด้วยการเรียกร้องเวลาจากเขา​น้อยลง และตามใจเขาแทบจะทุกอย่าง บางช่วงสถานการณ์ก็ทำท่าจะดีขึ้น แต่สุดท้ายก็กลับไปเป็นเหมื​อนเดิม สลับกันไปมาอยู่อย่างนี้มาห​ลายเดือน

แล้วก็เป็นเช้าวันนี้นี่เอง​ที่เธอได้รับอีเมลฉบับหนึ่ง​ ในนั้นมีข้อความว่า “ขอโทษด้วยนะเมย์ เราอยากบอกกับเมย์มานานแล้ว​แต่ไม่กล้า เรากลับไปเป็นเพื่อนกันได้ไ​หม”

เหตุผลเบื้องหลังก่อตัวขึ้น​ในจินตนาการทันที เขาอาจจะมีแฟนใหม่ที่นู่น อาจจะแอบคบกันมานานแล้ว และอีกมากมายหลาย
“อาจจะ”
“ไม่ใช่เฉพาะวันนี้ใช่ไหมที่เธอเป็นทุกข์ เธอทุกข์ใจเรื่องนี้มานานหล​ายเดือนแล้ว”

เจ้าของร้านลูบเคราแล้วพูดกับเธอ “เมื่อมีสิ่งที่เรารักมากเร​าก็มีความสุขมาก แต่เมื่อกังวลว่าจะเสียสิ่ง​นั้นไปเราก็ทุกข์มาก เพราะเราทั้งหวงสิ่งนั้น กลัวจะสูญเสียมันไป ไม่เฉพาะคนรักหรอก สิ่งของที่รัก สัตว์เลี้ยงตัวโปรด ชื่อเสียง เงินทอง รวมถึงความเป็นเจ้าเข้าเจ้า​ของทั้งหลายก็ด้วย”

แล้วเขาก็เริ่มเล่าเรื่อง..​.
“มีเรื่องเล่าว่า สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรศิริวัฒน์ วัดราชบพิตร ทรงมีถ้วยชาลายครามอยู่ใบหนึ่ง ซึ่งโปรดนักหนา และทรงใช้ด้วยความระมัดระวั​งอย่างยิ่งมาเป็นเวลานาน

วันหนึ่งขณะประทับอยู่ในพระ​กุฏิ ทรงได้ยินเสียงใครทำถ้วยแตก​นอกห้องที่ประทับอยู่ จึงมีรับสั่งถามว่าอะไรแตก มหาดเล็กผู้ที่ทำถ้วยแตกนั้​นทูลว่าถ้วยชาแตก เมื่อรับสั่งถามว่าถ้วยใบไห​น ก็ทูลตอบว่าถ้วยใบที่โปรดนั้นเองที่แตก เมื่อทราบดังนั้นท่านตรัสว่​าอะไรรู้ไหม” เจ้าของร้านหยุดการเล่าเรื่​องหนึ่งอึดใจ

“ท่านตอบว่า สิ้นเคราะห์ไปที ต่อไปนี้ไม่ต้องห่วงอะไรอีก​แล้ว”

ว่าแล้วเจ้าของร้านก็เปิดน้ำเปล่าขวดใหม่รินใส่ลงใบในแ​ก้วเหล้าใบนั้น พร้อมทั้งรินให้กับตัวเองอี​กหนึ่งแก้ว
“เอ้า! มาดื่มฉลองให้กับความทุกข์ที่หล่นแตกไปแล้วดีกว่า” หญิงสาวปาดน้ำตาแล้วจ้องมอง​เจ้าของร้าน

“ความมึนเมาช่วยระงับความเศ​ร้าได้ชั่วคราว แต่การกล้าเผชิญหน้ากับความ​จริงต่างหากล่ะที่จะขจัดควา​มทุกข์ได้อย่างถาวร” เจ้าของร้านยิ้มน้อยๆ ให้กับเธอแทนกำลังใจ


“สิ่งที่เรารักมาพร้อมกับ ‘ห่วง’ เสมอ เมื่อสิ่งนั้นจากไป ‘ห่วง’ ก็หายไปด้วย”
“หายห่วง!” หญิงสาวพูดกลั้วหัวเราะแล้ว​ชนแก้วน้ำเปล่ากับเจ้าของร้​าน
เธอยังไม่สามารถลืมทุกข์ได้​ทันที แต่รู้สึกดีขึ้นพอสมควร



โดยตัน ภาสกรนที
นิ้วกลม www.facebook.com/Roundfing​er.BOOK
http://www.facebook.com/media/set/?set=a.229654630389330.56214.142765199078274






วันเสาร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

นิทานเซน : อิทธิพลของลิ้น




นิทานเซน : อิทธิพลของลิ้น
《舌之因果》

ลิ้นเป็นอวัยวะเล็กๆ ในร่างกายของคนเราที่สำคัญยิ่ง
ลิ้น(การพูด) สามารถนำความสุขมาให้ผู้พูด ในทางกลับกัน
ลิ้น(การพูด) ก็สามารถทำเรื่องเดือดร้อนให้ผู้พูดได้เช่นกัน
ในอดีตมีพระเซนรูปหนึ่ง เขามีศิษย์เกียจคร้านเอาแต่นอนหลับทั้งวัน วันหนึ่งศิษย์ผู้นี้นอนจนสายก็ยังไม่ตื่น ทำให้พระเซนไม่พอใจ จึงต่อว่าลูกศิษย์ว่า "เวลาสายขนาดนี้ ตะวันส่องจนแม้แต่ฝูงเต่ายังพากันคลานออกนอกบึงบัวมารับแสงแดดกันหมดแล้ว เหตุใดตัวเจ้ากลับมัวแต่นอนอยู่ได้"


เวลาเดียวกันนั้นเอง บริเวณใกล้เคียงมีคนผู้หนึ่งที่กำลังต้องการจับเต่าไปแกงเป็นยาให้มารดาซึ่งกำลังป่วยรับประทาน เมื่อได้ฟังพระเซนบอกว่ามีเต่าออกมาจากบึง จึงได้รีบไปจับเต่ามาเชือดจากนั้นนำเนื้อมาปรุงเป็นแกงเต่า ทั้งยังแบ่งแกงเต่ามาให้พระเซนเพื่อแสดงความขอบคุณที่ชี้ทางให้อีกด้วย

ฝ่ายพระเซน เมื่อทราบว่าการพูดจาโดยไม่ได้ตั้งใจของตนเอง เป็นต้นเหตุแห่งการตายของบรรดาเต่าก็เกิดความรู้สึกผิดอย่างยิ่ง เพราะหากตนไม่เอ่ยปากพูดไปเช่นนั้นเต่าก็คงไม่โดนพบเห็น พระเซนจึงได้ให้คำมั่นกับตัวเองว่าต่อไปจะไม่เอ่ยปากพูดจาอีกเลยตลอดชีวิตเพื่อเป็นการชดใช้บาปที่ทำไว้ ทั้งยังเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดความผิดพลาดเช่นนี้ขึ้นอีกในภายภาคหน้า

เวลาผ่านไปไม่นาน ขณะที่พระเซนนั่งอยู่บริเวณหน้าวัด เขาพลันพบว่ามีชายตาบอดผู้หนึ่งกำลังเดินหลงทิศ มุ่งหน้าลงไปยังบึงบัวนั้น แต่จนใจที่พระเซนให้สัญญากับตัวเองเอาไว้ว่าจะไม่เปิดปากพูด จึงไม่สามารถร้องเตือนชายตาบอดได้ แต่หากไม่เอ่ยปากตักเตือน ชายตาบอดคงต้องตกลงไปในบึงบัวเป็นแน่

พระเซนเอาแต่ลังเลว่าจะทำเช่นไรดี ปล่อยเวลาผ่านไป ในที่สุดชายตาบอดก็เดินตกลงไปในบึงบัว จมน้ำหายไปต่อหน้าต่อตา

เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้พระเซนโศกเศร้าเสียใจหาที่เปรียบมิได้ และตระหนักได้ว่าการไม่ยอมพูดจาของตนในครั้งนี้ กลับกลายเป็นการทำร้ายทำลายชีวิตผู้คนเพิ่มขึ้นอย่างน่าเสียดาย ความผิดสองครั้งที่ผ่านมาของตนคือการพูดในเวลาที่ไม่ควรพูด แต่กลับไม่พูดในเวลาที่ควรพูด


ปัญญาเซน : มนุษย์จำเป็นที่จะต้องใช้สติปัญญาในการดำรงชีวิตอยู่บนโลก แม้แต่การพูดจาก็ต้องใช้ปัญญา นั่นคือพูดสิ่งที่ควรในเวลาที่เหมาะ นอกจากนี้ต้องพึงระลึกว่า ในการดำรงชีวิตของคนเรา ความผิดพลาดเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ แต่การให้อภัยต่างหากที่เป็นสิ่งเหนือธรรมดา คนเราไม่เพียงต้องรู้จักให้อภัยผู้อื่น ทั้งยังต้องเรียนรู้ที่จะให้อภัยตนเอง

ที่มา : หนังสือ 《禅的故事精华版》, 慕云居 เรียบเรียง, สำนักพิมพ์ 地震出版社, 2006.12, ISBN 7-5028-2995-4 





แค่บอกว่ารักเธอ Poy by Indy Cafe'










หลัง จันทร์ ยังมี ดาว



หลัง จันทร์ ยังมี ดาว
โดย : brain


"Shoot for the moon, even if you miss you'll still land among the stars"
แปลเป็นไทยคงประมาณว่า ฝันให้ถึงดวงจันทร์ แม้ไม่ได้ดั่งฝันก็ยังอยู่ท่ามกลางหมู่ดาว"

ฟังดูดี แต่เรื่องวันนี้จะชวนคุณผู้อ่านให้ลองคิดว่า สำหรับสมองประโยคนี้อาจให้โทษกับองค์กรมากกว่าคุณ ผมได้ยินคำพูดนี้ครั้งแรกสมัยทำงานเป็นผู้ดูแลธุรกิจในองค์กรข้ามชาติ ซีอีโอฝรั่งในครั้งนั้นมักใช้มันเป็นแรงบันดาลใจยามตั้งเป้าหมายสูงๆ เช่น ปีหน้าขอสองเท่าของที่ทำได้ในปีนี้ เป็นประโยคที่ฟังดูเคลิบเคลิ้มดี ตอนนั้นก็ฝันตามเขาไปด้วย (เพราะพูดตอนตั้งเป้า ยังไม่ได้ลงมือทำ)

เมื่อไม่กี่วันมานี้เอง ผมได้รับเกียรติให้ไปช่วยงานของบริษัทแห่งหนึ่งระหว่างงานมีการประกาศแผนธุรกิจของปีหน้า ซีอีโอคนไทยของบริษัทนี้ตั้งเป้าที่ดู "เบา" กว่าตัวอย่างข้างต้น ท่านขอการเติบโตประมาณสิบเปอร์เซ็นต์ พร้อมคำกล่าวที่ให้ข้อคิดนี้กับผม


"ใจจริงผมเชื่อว่าพวกเรามีศักยภาพมากกว่าเป้าที่ตั้ง แต่ผมอยากให้เราเป็นทีมที่ สนุกกับการทำเกินเป้า มากกว่าเป็นทีมที่เสียใจเมื่อทำไม่ถึงเป้าที่ตั้งไว้" ท่านกล่าว


สมองที่สนุกนั้นสร้างสรรค์ และฮึกเหิมกว่าสมองที่เสียใจ คว้าดาวได้ทีละดวงอาจทำให้เรามีความสุขกว่าการคว้าเท่าไหร่ก็ไม่ถึงดวงจันทร์

กลยุทธ์หลักในการทำงานของสมองคือ "พฤติกรรม" หากผู้นำปล่อยหรือสร้างพฤติกรรมแย่ๆ สมองของคนในทีมก็จะแย่ และศักภาพของทีมก็จะแย่ตามไปด้วย 

วิธีการตั้งเป้าหมายให้สูงลิบลิ่ว แม้ได้ความสำเร็จระยะสั้น แต่ก็อาจสร้างพฤติกรรม "เลียเป้า" ในระยะยาว คือทุกคนรู้ว่าเป้าที่ตั้งนั้นมีการเผื่อไว้แล้ว ฉะนั้นทำเกือบๆได้ก็พอ ผู้จัดการที่ไม่เปิดเผยนามบอกผมว่า "ปีที่ผ่านมาผลงานดี ทำได้เกือบถึงเป้า"

มีงานวิจัยหนึ่งพบว่า นักวิทยาศาสตร์สามารถผ่าตัดสมองของคนที่ติดยาเสพย์ติด เพื่อแก้อาการติดยาอย่างเบ็ดเสร็จที่ต้นตอ พอฟื้นจากสลบปั๊บ ไม่น่าเชื่อว่าเจ้าตัวจากที่เคยลงแดงเพราะติดยา กลายเป็นคนที่ไม่จำเป็นต้องใช้ยาเสพย์ติดอีกต่อไป ผ่าปุ๊บหายปั๊บ เดินปร๋อออกจากโรงพยาบาลได้

ที่เหลือเชื่อกว่าคือ เพียงสองวันให้หลังคนไข้ก็กลับมา เพราะกลับไปใช้ยาอีกเป็นที่เรียบร้อย เหตุผลคือ แม้สมองไม่ติดยาแล้ว แต่ร่างกายยังมี "พฤติกรรม" การติดยาอยู่ แปลว่าพอถึงเวลาที่เคยใช้ยาก็ต้องใช้ ไม่ได้ลงแดงแต่เป็นเพราะเคยชิน ใครเคยสูบบุหรี่หลังอาหารคงรู้ดีว่าบางทีก็ไม่ได้อยากบุหรี่ แค่รู้สึกว่าหลังอาหารต้องทำสิ่งนี้ หมากฝรั่งนิโคตินจึงไม่ช่วยทั้งที่หมอบอกเราว่ามันก็เหมือนกันแหละ

ขนาดสมองยังต้องยอมจำนนให้กับพฤติกรรม
Brain-based Leadership เป็นทักษะที่สำคัญยิ่งสำหรับผู้นำในองค์กร เพราะการกระทำบางอย่างแม้ด้วยเจตนาดี เช่นการตั้งเป้าหมายเผื่อไว้สูงๆ เวลาลูกทีมทำไม่ถึงจะได้เข้าเป้าพอดี อาจให้ผลในระยะสั้น แต่สามารถสร้างมะเร็งทางพฤติกรรมให้กับสมองของพวกเขาในระยะยาว จากทีมที่เล่นเพื่อชนะ อาจกลายเป็นทีมที่เล่นแค่ "ไม่ให้แพ้"

ข้อคิดจากสมองสู่ผู้นำวันนี้คือ ตั้งเป้าหมายให้พอเหมาะพอควร มุ่งเน้นการสร้างพฤติกรรมที่สนุก และมุ่งมั่น เก็บเกี่ยวชัยชนะร่วมกันไปเรื่อยๆ เพราะเมื่อทีมของคุณถึงจุดนั้น ความสำเร็จที่ได้จะมากกว่าเป้าที่คุณไม่กล้าตั้งเสียอีก

หยุดตั้งเป้าที่ดวงจันทร์แล้วเปลี่ยนมาฝึกคนของคุณให้เก็บดาว 
อย่าลืมว่า เลยดวงจันทร์ไปยังมีดวงดาวอีกหลายร้อยหลายพันดวง
"Beyond the moon there are millions more stars" 

บอย - เก็บดาว

:: bangkokbiznews.com ::


Look at the stars. Look how they shine for you.


วันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

เศรษฐีกับสีเขียว



เศรษฐีกับสีเขียว

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีมหาเศรษฐีคนหนึ่งมีทรัพย์สินมาก แต่เป็นคนเจ้าอารมณ์ และมักจะปวดศีรษะอยู่เป็นประจำ วันหนึ่งเขาได้ประกาศว่าจะให้รางวัลเป็นทรัพย์สินครึ่งหนึ่ง แก่ใครก็ได้ที่สามารถรักษาอาการปวดศีรษะของเขาได้ ผู้คนก็ตื่นเต้นกันใหญ่ ถ้ารักษาเศรษฐีหายก็จะได้ทรัพย์สินถึงครึ่งหนึ่ง มีคนมากหลาย รวมทั้งหมอผู้เชี่ยวชาญ ต่างก็มาเสนอแนะวิธีรักษาโรคปวดศีรษะของเศรษฐีผู้นี้ มีทั้งรักษาด้วยสมุนไพรต่างๆ ยาแผนต่างๆ เอามาให้ แต่ก็ไม่มีใครสามารถทำให้อาการปวดศรีษะของเศรษฐีหายได้อย่างถาวร

อยู่มาวันหนึ่ง มีฤาษีคนหนึ่งมาเยี่ยมท่านเศรษฐี เศรษฐีได้บอกเกี่ยวกับโรคประจำตัวของเขาให้ฤาษีทราบ ฤาษีจึงบอกกับท่านเศรษฐีว่า "โธ่เอ๊ย! วิธีรักษาอาการปวดหัวของท่านมันง่ายนิดเดียว นั่นก็คือท่านจะต้องมองทุกอย่างให้เป็นสีเขียวตลอดเวลา แล้วอาการโรคของท่านก็จะหายไป" เศรษฐีดีใจมากและคิดว่าสิ่งที่ฤาษีแนะนำเขานั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายมาก


วันรุ่งขึ้น ท่านเศรษฐีจึงจ้างช่างทาสี หลายร้อยคนมาช่วยกันทาสีของหมู่บ้านให้เป็นสีเขียวทั้งหมด นอกจากนี้ด้วยความที่รวยมาก ยังซื้อเสื้อผ้า ให้กับคนในหมู่บ้านทุกคนใส่ ในตอนนี้ไม่ว่าท่านเศรษฐีมองไปทางใด ก็จะเป็นสีเขียวตลอดเวลา ตามคำแนะนำของฤาษี อาการปวดศีรษะของเขา ก็เริ่มดีขึ้นๆ เขาเริ่มเป็นคนยิ้มง่าย และมีความสุขมากขึ้น



สองสามเดือนถัดมา ท่านฤาษีได้กลับมาเยี่ยมเศรษฐีอีกครั้งหนึ่ง แต่ก็ต้องเผชิญกับช่างทาสีคนหนึ่งซึ่งร้องตะโกนว่า "หยุด หยุด ท่านเข้ามาในหมู่บ้านนี้ในชุดนี้ไม่ได้ เดี๋ยวผมจะทาสีท่านให้เป็นสีเขียวก่อน" ฤาษีก็รีบวิ่งและหนีเข้าไปในบ้านของเศรษฐีได้ในที่สุด ฤาษีได้พบกับเศรษฐีในบ้านและตำหนิว่า




"ทำไมท่านถึงเสียเงินทองและเวลามากมายเพื่อเปลี่ยนสิ่งต่างๆ รอบตัวเจ้าเล่า
เราไม่ได้บอกให้ท่านไปเที่ยวทาสีทุกอย่างให้เป็นสีเขียวเลย"
"เจ้าเพียงแค่สวมแว่นตาสีเขียวเท่านั้น เจ้าก็จะมองเห็นทุกสิ่งรอบตัวเป็น สีเขียวแล้ว"


นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: " หากเราต้องการเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมรอบตัว เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทุกคนหรือทุกอย่าง เราเพียงแต่เปลี่ยนตัวของเราเองก่อน แล้วเราจะพบว่าทุกสิ่งรอบตัวของเราก็จะเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน "







Why complicate life ?

Why complicate life ? Miss somebody ? Call...  Wanna meet ?   Invite... Wanna be understood ? Explain... Have que...

ค้นหาบล็อกนี้

ป้ายกำกับ