แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธุรกิจ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธุรกิจ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

Bring me solution, not problem!

 Bring me solution, not problem!

เมื่อวันก่อนผมไปหาลูกค้าท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงขององค์กรยักษ์ใหญ่ในประเทศไทย พอไปถึง ท่านติดประชุมอยู่ เลขามาเชิญให้ไปนั่งรอที่โต๊ะรับแขกหน้าห้องของผู้บริหารท่านนั้น

ระหว่างนั่งรอ กำลังคิดอะไรเพลินๆ ก็เหลือบไปเห็นป้ายขนาดเขื่อง มีข้อความเป็นภาษาอังกฤษขนาดใหญ่พออ่านได้จากระยะไกล ๆ ว่า “IF YOU HAVE NO SOLUTION, YOU ARE NOT WELCOME” (แปลเป็นไทยว่า ถ้าคุณไม่มีคำตอบที่นี่ไม่ต้อนรับ)

พอได้พบและพูดคุยกับผู้บริหารท่านนั้นเกี่ยวกับธุระที่ตั้งใจจะมาคุยเสร็จแล้ว จึงเอ่ยปากถามท่านเกี่ยวกับป้ายที่อยู่หน้าห้อง ถึงความหมายและสาเหตุที่ต้องขึ้นป้ายแบบนั้น

ท่านเล่าให้ฟังว่า คนในองค์กรมี 2 ประเภท ประเภทแรกมีเยอะแต่องค์กรต้องการน้อย ส่วนอีกประเภทหนึ่งมีน้อยแต่องค์กรต้องการเยอะ

ประเภทแรกคือ คนที่ (ท่านพูดเป็นภาษาอังกฤษ ว่า...) Always see problem in every solution แล้วก็อธิบายต่อว่า คนพวกนี้เห็นปัญหาในทุก ๆ ทางออกที่มี ไม่ว่าใครคิดอะไรได้ เสนออะไรมา คนกลุ่มนี้มีความสามารถพิเศษคือ บอกได้ว่าข้อเสนอนั้นไม่ดีตรงไหน ไม่เวิร์คอย่างไร แต่พอถามว่า แล้วมีข้อเสนออะไรที่ดีกว่า กลับตอบว่า “ไม่มี ”

ส่วนประเภทที่สองคือ คนที่ Always see solution in every problem เป็นพวกที่ไม่ว่ามีปัญหาอะไรเกิด ก็มักมีทางออกหรือทางแก้เสมอ ส่วนจะดีหรือไม่ ใช้ได้หรือเปล่า เป็นอีกเรื่อง เป็นพวกที่พยายามคิดหาทางออกในทุก ๆ ปัญหาที่มี

ท่านบอกว่า สมัยก่อนตอนที่ยังไม่ได้ติดป้าย ลูกน้องที่เข้ามาหา มักมีแต่ “ปัญหา ” มาให้ขบคิดเสมอ พอถามหาทางออกหรือแนวทางแก้ในการปัญหาคืออะไร กลับตอบว่า “ไม่มี ” ตอนนี้ต้องการเปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงานใหม่ อยากให้ทุกคนเข้ามาในห้องแบบ “พกคำตอบมาด้วย ” ไม่ใช่มีแต่ปัญหาและคำถาม ส่วนคำตอบที่คิดมา จะถูกหรือผิด จะดีหรือไม่ ไม่เป็นไรค่อยๆ คุยกันไป แต่ไม่ใช่มาแบบ “แบะ แบะ ” ... คือเป็นใบ้ ถามอะไรไม่รู้สักอย่าง พูดเป็นอย่างเดียวคือ “เรามีปัญหา ”

ผมถามว่าหลังจากติดป้ายแล้ว ได้ผลไหม ท่านตอบว่า ได้ผลทันที คือ ลูกน้องไม่เข้ามาหาเลย ... 555

“แล้วท่านทำยังไง ” ผมถาม

“ผมก็เรียกให้เข้ามาพบซิ ” แล้วท่านก็อธิบายต่อว่า ใหม่ๆ คนก็กลัว ไม่ชอบ เอาไปด่าทั่วไป “แต่ผมไม่แคร์ ” ท่านบอก

ท่านสอนว่า หัวหน้ามีหน้าที่ 2 อย่าง หนึ่ง ช่วยลูกน้องคิด สอง ชวนลูกน้องคิด

ช่วยคิด คือให้คำตอบ เหมาะสำหรับกรณีโจทย์ยากๆ เกินความสามารถลูกน้อง หรือมีความเสี่ยงสูง มีโอกาสผิดพลาดได้ง่ายและผลกระทบหรือความเสียหายรุนแรง แบบนี้เราอาจต้องช่วยลูกน้องคิดและตัดสินใจ

ส่วนชวนคิด คือ การตั้งคำถามโดยไม่ให้คำตอบ อยากฝึกให้คิดหาคำตอบด้วยตนเอง เหมาะสำหรับกรณีที่เรื่องนั้นพอมีเวลาเป็นปัญหาที่ไม่มีคำตอบถูกผิดร้อยเปอร์เซ็นต์ จำเป็นต้องใช้วิจารณญาณในการคิดและตัดสินใจ

หัวหน้าต้องเข้าใจว่ากรณีไหนควรช่วยคิด และกรณีไหนควรชวนคิด ใหม่ๆ ลูกน้องอาจไม่คุ้นชินกับการถูกตั้งคำถาม แทนที่จะได้คำตอบเมื่อมีปัญหามาปรึกษา แต่เมื่อผ่านไปสักระยะ ก็พอปรับตัวได้เหมือนอย่างผู้บริหารท่านนี้เล่าให้ผมฟังต่อว่า “เดี๋ยวนี้ เริ่มคุ้นชิน เข้ามาทุกครั้ง ต้องคิดหาคำตอบอะไรล่วงหน้าสักอย่าง ถูกผิดไม่เป็นไร ไม่ว่ากัน ขอให้คิดเป็นสำคัญ ”

ผมว่าแปลกดี แต่เป็นวิธีที่ได้ผล! เลยเอามาเล่าให้ฟัง เป็นอาหารสมองให้คิดต่อยอดต่อไป

อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา
ผู้ก่อตั้ง บริษัท สลิงชอท กรุ๊ป

ที่มา : หนังสือพิ่มพ์ กรุงเทพธุรกิจ
คอลัมน์ Bring me solution, not problem!
ฉบับวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2563




วันจันทร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

ทฤษฎี “ปลาฉลาม”

ทฤษฎี “ปลาฉลาม”


ชาวญี่ปุ่น เป็นชาติที่ชอบบริโภคปลาเป็นชีวิตจิตใจ คนญึ่ปุ่นจะรู้ทันทีว่าปลาที่กินสดหรือไม่สด
ปกติ ปลาเป็น(ยังมีชีวิต) มีราคาสูงกว่า ปลาตาย(ที่แช่แข็งไว้) มาก

แต่ปัญหาคือ เวลาชาวประมงออกเรือ โดยเฉพาะเรือใหญ่ที่จับปลาเป็นอุตสาหกรรม ไม่ได้ไปเช้าเย็นกลับ ดังนั้นปลาที่จับได้ ก็ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องแช่แข็งไว้

จนวันหนึ่ง มีคนคิดได้ว่า น่าจะสูบน้ำสักนิดหน่อยมาใส่ไว้ใต้ท้องเรือ แล้วเอาปลาที่จับได้ ขังไว้ก่อน อย่าเพิ่งให้ตาย จนกว่าจะถึงฝั่ง จึงจับขึ้นมาใหม่

นับว่าเป็นความคิดที่เฉียบคมมาก ง่ายๆ แต่ได้ผลดี
ปัญหาทำท่าจะจบลงด้วยดี แต่ในความเป็นจริง กลับไม่เป็นเช่นนั้น
เพราะคนญี่ปุ่นกินปลามาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ จึงรู้จักปลาเป็นอย่างดี
แม้ปลาจะยังสดอยู่ แต่พอปรุงเป็นอาหารแล้วทานเข้าไป ก็รู้ได้ทันทีว่า
“รสชาติไม่ดี” อย่างที่ควรจะเป็น
เพราะปลาที่ถูกขังอยู่ใต้ท้องเรือเป็นเวลานานหลายวัน ไม่ค่อยได้เคลื่อนไหว ทำให้เนื้อปลาไม่แน่นเหมือนปลาที่อยู่ในทะเล ... แทนที่จะขายได้ราคาดี ก็กลายเป็นว่าราคาตกไป แล้วทำยังไง ?

หลังจากคิดหาหนทางอยู่นานว่าจะทำอย่างไรให้ปลาที่ถูกขังไว้ ยังคงขยันว่ายน้ำเหมือนอยู่ในทะเล ในที่สุดก็ได้ข้อสรุปว่า ต้องใส่ปลาฉลามสักตัวลงไปใต้ท้องเรือด้วย เพื่อให้ปลาฉลามไล่กินปลาที่ถูกขังไว้

ปรากฏว่าได้ผลดีมาก เพราะปลาเล็กปลาน้อย ต่างก็ต้องว่ายหนีฉลามที่มาคอยไล่กินตลอดเวลา แม้ชาวประมงจะสูญเสียปลาบางส่วนไปเป็นอาหารของฉลามบ้าง แต่ก็พบว่าปลาทุกตัวแข็งแรงขึ้นมากเพราะต้องว่ายน้ำทั้งวัน และทุกวัน ! ... ปลาพวกนี้ เมื่อถึงฝั่งก็ขายได้ราคาดี คุ้มค่ากับการสูญเสียปลาไปนิดๆ หน่อยๆ แบบเทียบกันไม่ได้เลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม เทคนิคนี้มีความละเอียดอ่อนมากกว่าแค่หาฉลามมาหนึ่งตัว แล้วโยนใส่ลงไปในบ่อหัวใจสำคัญของวิธีการนี้คือ “ความพอดี” ทั้งในเรื่องเวลา (ถ้าใส่เร็วไป ปลาเล็กถูกกินหมด ถ้าใส่ช้าไป ปลาส่วนใหญ่อาจไม่ว่ายน้ำแล้ว) จำนวนและขนาดของปลาฉลาม  (ใส่มากไปก็เสียหาย ใส่น้อยไปก็ไม่พอจะไล่ปลาอื่นๆ ใส่ตัวใหญ่ไปก็กินปลาหมดบ่อ ใส่ตัวเล็กไปก็ไม่ได้ผล)

แนวคิดทำนองนี้ ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการคน ในองค์กรยุคปัจจุบันด้วย

องค์กรใดที่พนักงานทำงานเฉื่อยๆ ชาๆ ก็มองหาพนักงานสักคน ที่มีสไตล์การทำงานแบบดุดัน ถึงลูกถึงคน คอยไล่บี้ ตามจี้คนอื่นอยู่ตลอดเวลา มาเป็น “ฉลาม” คอยไล่เพื่อนๆ

จริงอยู่ แม้พนักงานฉลาม อาจทำให้บรรยากาศโดยรวมเสียไปบ้าง มีคนไม่สบอารมณ์บ้าง มีความขัดแย้งกันบ้าง แต่ก็ทำให้พนักงานคนอื่นๆ ตื่นตัว คอยวิ่งหนึฉลามด้วยความกระตือรือร้นมากยิ่งขึ้น

บริษัทของผม ก็มีฉลามที่ถูกใส่เอาไว้ด้วยความตั้งใจ แต่ต้องคอยเฝ้าระวัง ไม่ให้ฉลามตัวใหญ่เกินไป จนไล่กินปลาเล็กปลาน้อยหมดเกลี้ยง

ที่บริษัทคุณละ มีฉลามไหม ? 

ที่มา : หนังสือพิมพ์ ประชาชาติธุรกิจ
คอลัมน์ เอชอาร์คอร์เนอร์: ทฤษฎีปลาฉลาม
ฉบับวันที่ 25 - 28 มิถุนายน 2563





วันเสาร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

หลัง จันทร์ ยังมี ดาว



หลัง จันทร์ ยังมี ดาว
โดย : brain


"Shoot for the moon, even if you miss you'll still land among the stars"
แปลเป็นไทยคงประมาณว่า ฝันให้ถึงดวงจันทร์ แม้ไม่ได้ดั่งฝันก็ยังอยู่ท่ามกลางหมู่ดาว"

ฟังดูดี แต่เรื่องวันนี้จะชวนคุณผู้อ่านให้ลองคิดว่า สำหรับสมองประโยคนี้อาจให้โทษกับองค์กรมากกว่าคุณ ผมได้ยินคำพูดนี้ครั้งแรกสมัยทำงานเป็นผู้ดูแลธุรกิจในองค์กรข้ามชาติ ซีอีโอฝรั่งในครั้งนั้นมักใช้มันเป็นแรงบันดาลใจยามตั้งเป้าหมายสูงๆ เช่น ปีหน้าขอสองเท่าของที่ทำได้ในปีนี้ เป็นประโยคที่ฟังดูเคลิบเคลิ้มดี ตอนนั้นก็ฝันตามเขาไปด้วย (เพราะพูดตอนตั้งเป้า ยังไม่ได้ลงมือทำ)

เมื่อไม่กี่วันมานี้เอง ผมได้รับเกียรติให้ไปช่วยงานของบริษัทแห่งหนึ่งระหว่างงานมีการประกาศแผนธุรกิจของปีหน้า ซีอีโอคนไทยของบริษัทนี้ตั้งเป้าที่ดู "เบา" กว่าตัวอย่างข้างต้น ท่านขอการเติบโตประมาณสิบเปอร์เซ็นต์ พร้อมคำกล่าวที่ให้ข้อคิดนี้กับผม


"ใจจริงผมเชื่อว่าพวกเรามีศักยภาพมากกว่าเป้าที่ตั้ง แต่ผมอยากให้เราเป็นทีมที่ สนุกกับการทำเกินเป้า มากกว่าเป็นทีมที่เสียใจเมื่อทำไม่ถึงเป้าที่ตั้งไว้" ท่านกล่าว


สมองที่สนุกนั้นสร้างสรรค์ และฮึกเหิมกว่าสมองที่เสียใจ คว้าดาวได้ทีละดวงอาจทำให้เรามีความสุขกว่าการคว้าเท่าไหร่ก็ไม่ถึงดวงจันทร์

กลยุทธ์หลักในการทำงานของสมองคือ "พฤติกรรม" หากผู้นำปล่อยหรือสร้างพฤติกรรมแย่ๆ สมองของคนในทีมก็จะแย่ และศักภาพของทีมก็จะแย่ตามไปด้วย 

วิธีการตั้งเป้าหมายให้สูงลิบลิ่ว แม้ได้ความสำเร็จระยะสั้น แต่ก็อาจสร้างพฤติกรรม "เลียเป้า" ในระยะยาว คือทุกคนรู้ว่าเป้าที่ตั้งนั้นมีการเผื่อไว้แล้ว ฉะนั้นทำเกือบๆได้ก็พอ ผู้จัดการที่ไม่เปิดเผยนามบอกผมว่า "ปีที่ผ่านมาผลงานดี ทำได้เกือบถึงเป้า"

มีงานวิจัยหนึ่งพบว่า นักวิทยาศาสตร์สามารถผ่าตัดสมองของคนที่ติดยาเสพย์ติด เพื่อแก้อาการติดยาอย่างเบ็ดเสร็จที่ต้นตอ พอฟื้นจากสลบปั๊บ ไม่น่าเชื่อว่าเจ้าตัวจากที่เคยลงแดงเพราะติดยา กลายเป็นคนที่ไม่จำเป็นต้องใช้ยาเสพย์ติดอีกต่อไป ผ่าปุ๊บหายปั๊บ เดินปร๋อออกจากโรงพยาบาลได้

ที่เหลือเชื่อกว่าคือ เพียงสองวันให้หลังคนไข้ก็กลับมา เพราะกลับไปใช้ยาอีกเป็นที่เรียบร้อย เหตุผลคือ แม้สมองไม่ติดยาแล้ว แต่ร่างกายยังมี "พฤติกรรม" การติดยาอยู่ แปลว่าพอถึงเวลาที่เคยใช้ยาก็ต้องใช้ ไม่ได้ลงแดงแต่เป็นเพราะเคยชิน ใครเคยสูบบุหรี่หลังอาหารคงรู้ดีว่าบางทีก็ไม่ได้อยากบุหรี่ แค่รู้สึกว่าหลังอาหารต้องทำสิ่งนี้ หมากฝรั่งนิโคตินจึงไม่ช่วยทั้งที่หมอบอกเราว่ามันก็เหมือนกันแหละ

ขนาดสมองยังต้องยอมจำนนให้กับพฤติกรรม
Brain-based Leadership เป็นทักษะที่สำคัญยิ่งสำหรับผู้นำในองค์กร เพราะการกระทำบางอย่างแม้ด้วยเจตนาดี เช่นการตั้งเป้าหมายเผื่อไว้สูงๆ เวลาลูกทีมทำไม่ถึงจะได้เข้าเป้าพอดี อาจให้ผลในระยะสั้น แต่สามารถสร้างมะเร็งทางพฤติกรรมให้กับสมองของพวกเขาในระยะยาว จากทีมที่เล่นเพื่อชนะ อาจกลายเป็นทีมที่เล่นแค่ "ไม่ให้แพ้"

ข้อคิดจากสมองสู่ผู้นำวันนี้คือ ตั้งเป้าหมายให้พอเหมาะพอควร มุ่งเน้นการสร้างพฤติกรรมที่สนุก และมุ่งมั่น เก็บเกี่ยวชัยชนะร่วมกันไปเรื่อยๆ เพราะเมื่อทีมของคุณถึงจุดนั้น ความสำเร็จที่ได้จะมากกว่าเป้าที่คุณไม่กล้าตั้งเสียอีก

หยุดตั้งเป้าที่ดวงจันทร์แล้วเปลี่ยนมาฝึกคนของคุณให้เก็บดาว 
อย่าลืมว่า เลยดวงจันทร์ไปยังมีดวงดาวอีกหลายร้อยหลายพันดวง
"Beyond the moon there are millions more stars" 

บอย - เก็บดาว

:: bangkokbiznews.com ::


Look at the stars. Look how they shine for you.


Why complicate life ?

Why complicate life ? Miss somebody ? Call...  Wanna meet ?   Invite... Wanna be understood ? Explain... Have que...

ค้นหาบล็อกนี้

ป้ายกำกับ